• 18 February 2020 at 10:55

Hygienic mask 

หน้ากากอนามัย ทางเลือกง่ายๆ เพื่อทุกคน 

ไวรัสโคโรนา 2019-nCoV มาจากการกลายพันธุ์ ในขณะนี้จึงยังไม่มียาต้านไวรัส การรักษาจึงทำโดยการประคับประคองอาการ รักษาแบบรักษาไข้หวัดใหญ่ ถ้าอาการหนักคือปอดอักเสบก็ใช้วิธีการรักษาใน ICU และป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ 

สวัสดีครับ แฟนๆ AUTOVISION & TRAVEL และแฟนๆ UNSEEN DOCTOR ที่เคารพทุกๆ ท่าน ต้นปีนี้ ไม่มีข่าวอะไรที่ผู้คนติดตามอย่างใจจดใจจ่อมากไปกว่าข่าว การแพร่กระจายของไวรัส โคโรน่า(Corona virus) สายพันธุ์อู่ฮั่น อันเป็นไวรัสกลายพันธุ์ขึ้นมาใหม่ (ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ 2019-nCoV) ตามที่รับทราบกันจากข่าวสารสารพัดช่องทางทั่วโลกเลยทีเดียวที่ต่างพากันนำเสนออย่างต่อเนื่อง

ไวรัสโคโรนา(ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ 2019-nCoV) เป็นไวรัสที่อยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส(SARS) ที่เคยระบาดเมื่อปี 2546 โดยสันนิษฐานว่า ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์อู่ฮั่น ที่เข้าสู่มนุษย์นั้น น่าจะมาจากไวรัสที่ผสมผสานสารพันธุกรรมระหว่างไวรัสโคโรนาของค้างคาวกับไวรัสโคโรนาของงูเห่า และเริ่มแพร่พันธุ์เข้าสู่แรงงานในตลาดค้าเนื้อสัตว์ป่าของเมืองอู่ฮั่นในประมาณเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา และได้พัฒนาจากสัตว์สู่คนมาเป็นสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ในที่สุด

อาการจากการได้รับเชื้อไวรัสโคโรนา 2019-nCoV ก็คือ โรคระบบทางเดินหายใจ มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ สามารถก่อโรคที่ทางเดินหายใจส่วนล่างได้ มีไข้ ไอแห้งๆ เจ็บคอ น้ำมูกไหล หายใจเหนื่อยหอบ และบางรายมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ซึ่งระยะฟักตัวของอาการจะอยู่ที่ 2-7 วันหลังจากติดเชื้อจึงเริ่มแสดงอาการ  เนื่องจาก ไวรัสโคโรนา 2019-nCoV มาจากการกลายพันธุ์ ในขณะนี้จึงยังไม่มียาต้านไวรัส การรักษาจึงทำโดยการประคับประคองอาการ รักษาแบบรักษาไข้หวัดใหญ่ ถ้าอาการหนักคือปอดอักเสบก็ใช้วิธีการรักษาใน ICU และป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ ได้แก่ป้องกันการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆ จากผู้ป่วย 

ทั้งนี้ อัตราการตายของไข้จากไวรัสโคโรนา 2019-nCoV เกิดจากภาวะแทรกซ้อน เช่นปอดบวมจนเสียชีวิต โดยส่วนใหญ่ของผู้ติดเชื้อเมื่อรักษาตามอาการก็จะหายเองได้ แต่มีส่วนน้อยที่สุขภาพไม่แข็งแรงหรือมีโรคประจำตัวที่เกิดภาวะแทรกซ้อนจนเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งความรุนแรงจะเกิดในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก หรือผู้ป่วยยิ่งอายุมากยิ่งอันตราย โดยเทียบอัตราการตายจากไข้หวัดใหญ่อยู่ที่ร้อยละ 1 ส่วนอัตราการตายจากไวรัสโคโรนา 2019-nCoV (ปอดบวม ระบบหายใจล้มเหลว) อยู่ที่ร้อยละ 3 ซึ่งพบว่าผู้เสียชีวิตเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว ที่ปอด หัวใจหรือมีไตวายอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ขณะที่อีกร้อยละ 97 สามารถรักษาให้หายได้  ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่มีอาการติดเชื้อจาก ไวรัสโคโรนา 2019-nCoV สามารถรักษาให้หายได้นั่นเอง แต่เนื่องจากเป็นไวรัสตัวใหม่ที่เพิ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ จึงยังไม่มีใครที่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน ดังนั้นจึงเกิดการติดเชื้อแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วตามที่เป็นข่าวไปทั่วโลก

ไวรัสโคโรนา 2019-nCoV สามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งไดทางสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ซึ่งก็ได้แก่จากละอองเสมหะน้ำมูกน้ำลายขณะบ้วนน้ำลาย ไอหรือจาม เช่นเดียวกับการแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่ในการป้องกันการติดเชื้อจึงทำได้ไม่ยาก ระมัดระวังตัวให้เหมือนเมื่อครั้งต้องเผชิญกับการระบาดของโรคซาร์ส (SARS) หรือโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ที่มีอัตราเสียชีวิตถึงร้อยละ 10 รุนแรงกว่ากัน ซึ่งมีการประเมินว่าเมื่อมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากและรักษาหายแล้ว ด้วยภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น จะทำให้การระบาดของ ไวรัสโคโรนา 2019-nCoV สงบลง กลายเป็นโรคประจำถิ่นหรือตามฤดูการต่อไป  จากวิกฤติฝุ่น PM 2.5 มาถึง ไวรัสโคโรนา  น่าจะถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการณรงค์ให้คนไทยหันมาเห็นความสำคัญของการใช้หน้ากากอนามัยทั้งเพื่อการป้องกันการรับเชื้อโรคหรือฝุ่นละอองเข้าสู่ร่างกายและป้องกันการแพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นผ่านทางฝอยละอองเสมหะจากการไอจามสร้างจิตสำนึกให้เป็นความเคยชินเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของทุกคน