• 31 ตุลาคม 2018 at 18:59

การเดินทางอันแสนยาวไกลที่อบอวนไปด้วยความสุขและความประทับใจ

          ประการณ์การเดินกับมาสด้านั่นย่อมมีเรื่องตื่นเต้นให้เราได้เซอร์ไพรส์ทุกครั้ง ตั้งแรกครั้งแรกจนมาถึงทริปที่เราได้ไปเปิดประสบการณ์กันมาถึง 3 ประเทศ นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และสวีเดน กับรถ SUV MAZDA CX-5 รถหรูที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีสกาแอคทีฟ ระยะทางที่จะขับรถเที่ยวกันประมาณ 3,600 กิโลเมตรกับขบวนรถ MAZDA CX-5 สื่อมวลชนกว่า 60 ชีวิต โดยแบ่งออกเป็น 2 กรุ๊ป  กรุ๊ปแรกจะขับอยู่ประมาณ 2,200 กิโลเมตร และกรุ๊ปเราจะขับมากกว่า 3,600 กิโลเมตร รวมสองกรุ๊ปก็ขับกันอยู่ที่ 5,800 กิโลเมตร สบายๆ เพราะเราผลัดกันขับสำหรับคนที่อยู่ในรถ 3 สื่อต่อ 1 คัน 

       

และแน่นอนว่าครั้งนี้ทางมาสด้าได้นำรถมาให้เราขับกันถึง 3 รุ่น คือ มาสด้า 2 มาสด้า 3 และมาสด้า CX-5 ส่งลงเรือมาจากเมืองไทยแต่เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลา  รถของเราเจอพายุเข้าซะแล้วจึงทำให้มาไม่ทันเวลาที่เราจะต้องขับกันแล้ว ทางมาสด้าประเทศไทยจึงนำรถ มาสด้า CX-5 จากประเทศเดนมาร์กมาให้เราได้ขับท่องเที่ยวกันในทริปนี้แทนจำนวน 10 คัน  เป็น CX-5 Skyactive Diesel พวงมาลับซ้าย เครื่องยนต์ 2,200 ซีซี สเปคก็ไม่ค่อยจะแต่งต่างจากรถที่จำหน่ายในเมืองไทยเท่าไหร่เป็นตัวขับสี่ 

          เพราะความกล้าที่จะแตกต่างครั้งนี้เราจึงเดินทางมาหาความท้าทายกับเส้นทางสวยๆ ขับเรียบภูเขา ขับกันยาวๆ ถึง 3 ประเทศ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์สุดของฟ้ากันอีกครั้ง โดยจะเริ่มต้นรับไม้ต่อจากกรุ๊ปแรกที่เมืองฮอนนิงสโวค (Honningswag) และการเดิทางของเราก็เริ่มขึ้นจากสุวรรณภูมินั่งยาวกันถึง 11 ชั่วโมงไปลงที่กรุงออสโล ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ นอร์เวย์ และรอต่อเครื่องในประเทศอีกครั้งเพื่อบินลงที่สนามบินอัลต้าใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง และต้องนั่งรถบัสอีก 2 ชั่วโมง ไปที่เมืองฮอนนิงสโวค ซึ่งอยู่ทางเหนือสุดของประเทศนอร์เวย์ซึ่งเมืองนี้จะมีประชากรอาศัยอยู่เพียง 2,000 กว่าคน ถือว่าเป็นเมืองเล็กที่น่าอยู่เลยทีเดียวค่ะ และที่สำคัญที่เรามานอนกันที่เมืองนี้เป็นคืนแรกก็เพราะเรามีนัดที่จะขึ้นไปชมแสงเหนือกันที่ North Cape พร้อมกับเพื่อนๆ กรุ๊ปแรก ที่เตรียมตัวกลับเมืองไทยในวันรุ่งขึ้น

                                          

            North Cape เป็นความหวังหนึ่งของพวกเราที่อยากจะเห็นแสงเหนือสักครั้งในชีวิตกันที่นั่น แม้ว่าตอนที่เราเดินทางขึ้นไปนั่นอากาศจะดูไม่เป็นใจเลยก็ตามเพราะมีเม็ดฝนตกลงมาแต่ไม่แรงมากนัก  แต่ไหนๆ เราก็เดินทางกันมาถึงที่นี่แล้วก็ต้องไปให้ถึงสุดจะเห็นหรือไม่เห็นค่อยว่ากัน และที่สุดรถบัสก็พาเราขึ้นมาอยู่ยังจุดชมแสงเหนือซึ่งดูแล้วท้องฟ้าดูมืดมิดไปหมดคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เห็นกันแล้ว 

                           

          แต่สักพักไม่น่าเชื่อเลยว่าจากฟ้าที่ปิดกลับมีแสงสว่างสีเขียวๆ วิ่งมาให้พวกเราได้เห็นเป็นระยะๆ ทำเอาพวกเราถึงกับต้องเปล่งเสียงด้วยความดีใจว่าเห็นแสงเหนือแล้ว คนที่นั่งอยู่ในห้องต่างก็รีบวิ่งออกมาถ่ายรูปกันใหญ่ ทั้งๆ ที่อากาศด้านนอกนั้นหนาวมากแต่ทุกคนก็พยามจะหยิบกล้องและมือถือออกมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกจนลืมความหนาวเหน็บไปทันที  เพราะภาพที่อยู่ตรงหน้าของทุกคนนั้นไม่ได้จะเห็นกันได้ง่ายๆ นักท่องเที่ยวบางคนมาแล้วก็ไม่ได้เห็น แต่พวกเราชาวมาสด้ามาครั้งแรกก็ได้เห็นกันเลย นี่ต้องเรียกว่าโชคดีครั้งที่ 1 ในการการเดินทางครั้งนี้ และหวังว่าเราจะมีโชคดีๆ อีกในวันต่อๆ ไปในระหว่างการเดินทางที่ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

          ลืมบอกไปว่าที่ North Cape Museum แห่งนี้ยังมีความสำคัญกับคนไทยด้วย ในประวัติศาสตร์นั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์เคยเสด็จพระพาสสถานที่แห่งนี้มาแล้ว ซึ่งภายให้ห้องโถงยังมีจารึกพระนามย่อ จปร. อยู่บนก้อนหิน ให้เราได้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งดูแลโดยรัฐบาลนอร์เวย์ และส่วนของด้านล่างอาคารจะมีรูปปั้นของพระองค์ประดิษฐานอยู่ในห้องที่ถูกดูแลรักษาเป็นอย่างดี และเราเองก็ได้ลงไปกราบสักการะขอพรจากกระองค์ให้การเดินทางท่องเที่ยวของเราครั้งปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง คืนแรกในนอร์เวย์ก็หลับฝันดีแล้วค่ะ

 

Honningswag – Tromso  600 Km.

          เช้ารุ่งขึ้น เราเตรียมออกกเดินทางจากเมือง Honningswag เพื่อไปค้างคืนกันที่เมือง Tomso ระยะทางวันแรกก็ปาเข้าไป 600 กิโลเมตร ในการขับรถวันแรกเดี๋ยวเรามารู้จักกับ MAZDA CX-5 สเปคยุโรปกันก่อนค่ะว่ามีอะไรแตกต่างของบ้านเราบ้าง คุณเอกจากมาสด้าให้ข้อมูลกับเราว่าสิ่งที่แตกต่างที่เห็นชัดเลยก็เบาะนั่งจะมีระบบปรับความอุ่นให้มาด้วยทั้งคู่หน้าและคู่หลัง ดีกับอากาศหนาวๆ แต่บ้านเราคงไม่มีโอกาสได้ใช้จึงไม่มีในรุ่นที่ขายในบ้านเรา จุดต่อมาไฟตัดหมอกหลังหลัง กระจกมองข้างพับอัตโนมัติเมื่อเราล็อครถ กระจกมองข้างมีระบบไล่ฝ้า และระบบละลายน้ำแข็งที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้า  CX-5 บ้านเรามีซันรูฟแต่คันที่เราขับในยุโรปไม่มี อย่างอื่นก็เหมือนกับที่ขายในเมืองไทย

         เมื่อทุกอย่างพร้อมขบวน MAZDA CX-5 ออกเดินทางตามผู้นำขบวน เส้นทางถนนในยุโรปจะตรงข้ามบ้านเราคือวิ่งทางขวามือและรถเป็นพวงมาลัยซ้าย ฉะนั้นการขับเราก็ต้องกะระยะช่องถนนให้ดีไม่ขับชิดทางขวามากเกินไปอาจจะตกขอบถนนได้ เพราะถนนที่เราวิ่งนั้นค่อนข้างจะเล็กมากแบบสองเลนสวนพอดีคันซึ่งก็ต้องเรียนรู้รถกันก่อนในช่วงแรก แต่ด้วยรถมีระบบเตือนเมื่อวิ่งออกนอกเลน (Lane Departrue Warning System) จะมีเสียงเตือนและมีไฟกระพริบบนหน้าปัดให้เราได้รู้ตัวก็ถือว่าช่วยเราได้เยอะในการขับบนถนนที่เรายังไม่ชิน 

          สองข้างทางของถนนนั้นเป็นวิวที่สวย เราขับผ่านภูเขาทั้งยังเห็นสายน้ำตลอดเว้นทาง ถึงแม้จะมีฝนโปรยปรายลงมาตลอดทางแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคกับการขับเลยเพราะช่วงล่างของรถ CX-5 นั้นเกาะถนนได้ดีจริงๆ และยังเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ ทำให้ช่วยปรับระบบการขับขี่ให้เหมาะกับทุกสภาพถนนทำให้เรามั่นใจในการขับมากขึ้น 

          ถึงแม้ถนนจะเล็กและทำให้เราต้องมีสมาธิในการเพิ่มขึ้นแต่ด้วยรถ CX-5 มีระบบ ช่วยควบคุมระในอยู่ในเลน (Lane-keep Assist System) เมื่อจับได้ว่าเรากำลังขับเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ ระบบก็ส่งสัญญาณเตือนมาถึงมือเราทันทีในขณะที่ควบคุมพวงมาลัย และจัดการช่วยปรับทิศทางให้รถกลับเข้าสู่เลนให้เราทันทีแจ๋วจริงๆ เลยระบบนี้ เตือนเราตลอดนั่นหมายถึงว่าเราขับกินเลนเกินไป

          เราต้องอยู่กันบนถนนอีกหลายวันเดี๋ยวก็ชินกับการที่ต้องขับบนถนนแคบๆ แบบไม่ต้องแซงกัน และกฎหมายเรื่องจำกัดความเร็วก็เป็นสิ่งสำคัญมากเราจึงต้องรักษากฏระเบียบกันเป็นอย่างดีตามคำแนะนำจากจ่าฝูงของเราพี่อ้นผู้นำขบวนที่ชำนาญการขับรถในต่างแดนมานานหลายสิบปี

          การเดินทางไกลๆ ก็ต้องมีจอดแวะพักกันบ้าง ปั๊มน้ำมันเป็นจุดหนึ่งที่สำคัญเมื่อเจอแล้วต้องเติมให้เต็มถังกันไว้ก่อน น้ำมันที่นี่ราคาระหว่างดีเซลกับเบนซินต่างกันไม่มากแต่รถมาสด้า CX-5 ของเราต้องเติมน้ำมันดีเซลซึ่งราคาก็อยู่ประมาณ 16.28 โครนนอร์เวย์ คิดเป็นเงินไทยตกลิตรละประมาณ  65 บาท (1โครนนอร์เวย์เท่ากับ 4 บาทไทย) เติมเองนะคะที่นี่ไม่มีเด็กไว้บริการเราเพียงไปจ่ายเงินที่เคาร์เตอร์แล้วก็เติมได้เลย

           คนที่เหลือก็หามุมถ่ายรูปเล่นกันไป ไม่ว่าจะป็นปั๊มน้ำมันหรือแวะเข้าห้องน้ำพวกเราก็เก็บภาพระหว่างทางได้หมด  จนมาถึงเวลา 2 ทุ่มกว่าๆ เราก็มาถึงที่พักในเมือง Tromso เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีความสวยงาม อาหารค่ำก็จะเป็นปลาที่นี่ปลาเค้าสดและรสชาติดีค่ะ

Tromso( Norway )-Lulea (Sweden) ระยะทาง 660 กิโลเมตร 

          เข้าสู่วันที่ 2 ฝนยังคงลงเม็ดอยู่แต่ไม่มากเท่าไหร่วันที่เราจะขับกันถึง 3 ประเทศด้วยระยะทางประมาณ 600 กิโลเมตร เมื่อทานอาหารเช้ากันเรียบร้อย 8.30 น. คือเวลาพร้อมออกเดินทางยังพอมีเวลาก็เลยหามุมสวยๆ ถ่ายรูปมาฝากกันหน่อย เพราะที่นี่เป็นเมืองท่าบ้านเมืองก็จะดูมีสีสันวิวถ่ายรูปก็อยู่แถวๆที่พักเราหละค่ะ

         เมื่อพร้อมเราออกเดินทางกันต่อเลยเส้นทางก็ยังจะเป็นเหมือนวันแรกขับถนก็จะดูสวยๆ เห็นภูเขาอยู่ด้านหน้ารถเราตลอดส่วนด้านซ้ายเรานั้นก็เป็นฟยอร์ดขนาบกับเราไปทั้งเส้นเหมือนกัน ต้นไม้ก็กำลังจะเปลี่ยนสีใบเขียวสลับกันสีน้ำตาลดูอบอุ่นทีเดียว เราขับกันตามความเร็วที่จำกัดบางช่วงก็ขับได้ถึง 100 กม. ต่อชั่วโมง บางช่วงอยู่ในเขตเมืองก็อยู่ที่ 40-60 กม.ต่อชั่วโมง แต่ถนนที่นี่เขาจะมีป้ายบอกเรื่องความเร็วไว้ตลอดทางไม่ผิดกฏจราจรแน่นอนค่ะเพราะมีกล้องติดตั้งไว้ตลอดทางเหมือนกัน 

          อย่างที่บอกไว้ว่าวันนี้เราต้องขับผ่านกันถึง 3 ประเทศ จาก Tromso นอร์เวยร์ ระยะทางประมาณ 160 กม. เราก็มาถึงเขตชายแดนของประเทศฟินแลนด์ และขับต่อไปยังประเทศสวีเดนจุดหมายพักค้างคืนของเรา ด้วยระยะทางที่ไกลถึง 600 กม. เราจึงต้องทำเวลากันหน่อยแต่ถึงอย่างไรการจอดพักเป็นระยะๆ ก็ถือว่าสำคัญในการขับรถทางไกล เพื่อไม่ให้คนขับนั้นล้าและยังมีการเปลี่ยนมือขับกันในรถอีกด้วย เมื่อข้ามเข้ามายังประเทศฟินแลนด์

                       

          อารมณ์ของเราค่อนข้างเปลี่ยนไปนิดหน่อย เพราะถนนหนทางที่สวยๆ เมื่อกี้ที่เราขับผ่านมันกลับเป็นที่โล่งๆ สองฝั่งถนนดูแห้งแล้งมีแต่ก้อนหินดำๆ บรรยากาศแตกต่างกั้นลิบลับค่ะ และไม่มีฝนเลยซักเม็ดแดดนี่จ้าและร้อนมาก ถนนก็จะไม่เรียบเหมือนทางฝั่งนอร์เวย์แต่เนื่องจากรถ CX-5 ของเรามีช่วงล่างที่แน่นหนึบจึงขับผ่านและลงหลุมบ้างได้อย่างไม่มีปัญหา

         เราพักทานอาหารกลางวันที่เมื่อเล็กๆ ในประเทศฟินแลนด์ และออกเดินทางกันต่อเข้าไปยังเขตแดนของประเทศสวีเดน ความรู้สึกเริ่มกลับมาเหมือนเดิม ถนนสวยมากใบไม้กำลังเปลี่ยนสีเหลืองทองไปหมด อากาศก็ดีเย็นสบายแบบไม่มีฝนถือเป็นการเดินทางที่ดีมากสำหรับวันนี้ เรามาถึงที่พักในเมือง Lulea สวีเดน ประมาณ 6 โมงกว่า

          เอากระเป๋าเก็บขึ้นห้องลงมาทานอาหารมื้อค่ำยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อยที่ร้านค้าจะปิด ก็ต้องออกไปเดินสำรวจเมืองกันนิดนึง ส่วนใหญ่ร้านค้าที่นี่จะปิดเร็วที่มีเปิดบริการก็จะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ปิด 4 ทุ่ม ก็คงจะไปเดินดูของได้กันที่นี่หละค่ะแต่ถ้าใครลืมแรกเงินโครนสวีเดนมาก็ต้องใช้บัตรเครดิตไปง่ายนิดเดียว เมืองนี้ยังมีโบสถ์ที่สวยมากยิ่งในช่วงค่ำจะดูสวยมากขึ้นอีกแต่เราต้องไปเก็บภาพมาให้ดูกันในช่วงเช้าอีกทีเพราะอากาศด้านนอกนั้นหนาวมากเดินไปไม่ไหวแล้วเก็บแรงเอาไว้ขับรถต่อพรุ่งนี้อีก 900 กม. งานใหญ่ละ 

เข้าสู่วันที่ 3 Lulea สวีเดน  – Trondheim นอร์เวย์ ระยะทาง 900 กม.

                 

          เป็นเช้าที่อากาศแจ่มใส่มากบ้านเมืองนั่นดูเงียบสงบ เราออกมาเดินเล่นไปถ่ายรูปโบสถ์ที่อยู่ตรงข้ามโรงแรมไม่ไกลนักที่มองเห็นเมือคืน โบสถ์เก่าแก่ที่มีอายุนับสิบๆ ปียังคงความสวยงามจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะมองด้านข้างหรือว่าด้านหน้าเอาเป็นว่าเราเก็บภาพมาให้ดูเองดีกว่าว่าสวยอย่างที่บอกไว้รึเปล่า 

          และแล้วเราก็อำลาประเทศสวีเดนที่เรามาอาศัยนอนกันแค่ 1 คืนมุ่งหน้าขับเข้าประเทศนอร์เวย์กันอีกครั้งกับระยะทาง 900 กิโลเมตร ขับกันยาวๆ จะถึงก็โมงก็ยังบอกไม่ได้จนกว่าจะถึงที่หมาย แต่ที่แน่ๆ วันนี้เราได้ทานอาหารไทยมื้อแรกซะด้วยในช่วงเวลากลางวันเป็นแบบบุฟเฟ่ ที่ร้าน Thai Town Resturang  หนำใจกันเลยทีเดียวถึงแม้ว่ารถสชาติจะดูแปลกๆ แต่ก็ยังมีความเป็นไทยก็ดีที่สุดสำหรับพวกเราแล้วค่ะ 

          ขับมาเรื่อยๆ เราได้เห็นหิมะปกคลุมที่ภูเขาเป็นทางแต่ไม่ถึงกับหนามากคงจะกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวของที่ประเทศนี้แล้ว บางทีก็เห็นสายน้ำไหลลงมาจากภูเขาแทบจะตลอดเส้นทางที่รถขับผ่าน เป็นภาพที่สวยจับตาทีเดียว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่จะมีโอกาสเห็นกันง่ายๆ ถ้าเราไม่ได้เดินทางแบบนี้อาจจะไม่มีโอกาสเห็นเลยก็ได้แต่นี่มาสด้าให้โอกาสเราได้มาเปิดประสบการ์ณกันไกลถึงแสกนดิเนเวีย เป็นโอกาสดีที่เราจะต้องเก็บเกี่ยวทุกอย่างทั้งภาพถ่ายและสิ่งที่ต้องจำโดยใช้สมองของเราเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะโอกาสดีๆ คงไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก

          ขอบอกอีกทีถนนในสวีเดนและวิวสองข้างทางรวมไปถึงท้องฟ้าแจ่มใสมากด้วย  ระยะทาง 900 กม. แต่ถนนในประเทศสวีเดนนั้นดีมากทำให้การเดินทางเราทำเวลาได้ดี มองมาที่หน้าปัทไมล์ยังเหลือระยะทางอีก 200 กว่ากิโลกว่าจะถึงจุดหมาย เราจอดพักเติมน้ำมันก็อีกรอบและตอนนี้เองที่เราได้สัมผัสกับหิมะเป็นครั้งแรกในสวีเดนแต่ก็ตกลงมาเป็นละอองเล็กๆ โปรยปรายลงมาเป็นระยะๆปะทะกับกระจกหน้ารถ อากาศตอนนี้บอกได้คำเดียวว่าหนาวมาก แต่พอขึ้นมาอยู่บนรถเบาะนั่งปรับความอุ่นกับเปิดฮีทเตอร์สบายขึ้นเยอะเลย

                     

         ขบวนเคลื่อนตัวออกจากปั๊มน้ำมันมาได้ไม่เท่าไหร่หินมะก็เริ่มตกลงมาเรื่อยๆ จนเราต้องลดความเร็วลงเพราะถนนลื่นมากแต่ด้วยรถของเราขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตโนมัติเราจึงมั่นใจได้ว่ารถของเราจะไม่ลื่นไถลออกนอกถนนแน่นอนและแล้วเราก็มาถึงเมือง Trondheim เมืองเก่าที่มีความงามไม่แพ้ใครแต่เรามาถึงค่ำแล้วพรุ่งนี้เช้ามีเวลาให้ออกไปเดินชมเมืองกันนิดหน่อย เราพักที่โรงแรม  Scandic Bakklandet  อยู่ติดริมแม่น้ำ (Nidelven) นีเดลเวน เมื่อสมัยก่อนจะเป็นBoat House  คือที่เก็บเรือและวัสดุอุปกรณ์ในการเดินเรือตลอดจนเป็นโกดัง อาคารจะหน้าตาเหมือน ๆ กัน แตกต่างเพียงสีเพราะแล้วแต่เจ้าของชอบสีอะไร 

          เราตื่นกันแต่เช้ารีบทานอาหารแล้วเดินจากโรงแรมลัดเลาะ Boat House เก่า ๆ ซึ่งปัจจุบันนั้นเป็นออฟฟิศ สำนักงานต่าง ๆ มีร้านอาหาร ร้านค้าตลอดเส้นทาง เดินไปจนเห็นสะพานไม้สีแดง Gamel Bybrua ข้ามแม่น้ำนีเดลเวน นั่นก็คือสัญลักษณ์อีกอย่างของเมือง เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเพื่อไปยังเมืองเก่าของทรอนด์แฮม เรามาถ่ายรูปกันตรงบริเวณนี้เพราะจะได้วิว Boat House ที่สวยงาม รัชกาล ที่ 5 เคยเสด็จเมื่อสมัยพระราชดำเนินประทับที่ทรอนด์แฮมก่อนที่พระองค์จะเสด็จเยือนนอร์ธเคป

          ถ้าเราเดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งก็จะเจอเมืองเก่าที่มีอายุนับหลายร้อยปี ซึ่งบ้านทุกหลังยังถูกอนุรักษ์ให้เป็นเหมือนเดิม อนุญาตแค่ปรับปรุงทาสีซ่อมแซมได้ แต่ห้ามเปลี่ยนสภาพหรือทุบทิ้ง ในวันอากาศดีเมืองเก่านี่จะเหมือนภาพวาดเลยหละค่ะจากคำบอกเล่าของเพื่อนที่อยู่ทรอนด์แฮม 

          นี่เราผ่านไปเพียง 3 คืนเท่านั้นยังเหลือเวลาที่จะเดินทางต่ออีก 3 คืน 4   วัน ที่เราจะไปกันก่อนยังเมืองต่างๆ เล่มนี้เราเล่าให้ฟังกันเพียงแค่นี้ก่อนเดี๋ยวเล่มหน้าจะกลับมาเล่าให้ฟังต่อว่าการเดินทางที่เหลือเราได้พบเจออะไรที่ทำให้เราประทับใจกันบ้าง บอกให้นิดนึงว่าอุโมงค์ที่นี่เยอะมากและมีอยู่ 1 อุโมงค์ที่มีความยาวถึง 24.5 กิโลเมตรใช้เวลาสร้างถึง 5 ปี มันอยู่ช่วงในและเมืองอะไรและการขับรถข้ามสะพาน Atantic Road สะพานที่สวยที่สุดจะสูงสวยและยาวกี่กิโลเมตร ติดตามอ่านต่อเล่มหน้า หรือเข้าอ่านไปชมรูปสวยๆ ได้ที่ www.autovisonmag.com ได้เลยค่ะ