Youtube Autovision and Travel
HomeAuto NewsAutomotiveMoto BikeTravelLifestyleGalleryE-MagContact Us

No Title




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 
honda


เมนู

     

    ผมเคยลืมตัว คำพูดจากปาก "แตงโม พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน"

    ผมเคยลืมตัว คำพูดจากปาก "แตงโม พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน"

    แตงโม พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน “จากนักกีฬาสู่วงการบันเทิง ผมเคยลืมตัวเพราะความดัง แต่ผมก็รู้สึกตัว”

    “มีประโยคหนึ่งจากคุณพ่อที่ผมมักจะใช้เตือนตัวเองเสมอเลยก็คือ อย่าดังแล้วเหลิง ทำอะไรก็ตามประสบการณ์ สำคัญที่สุด”




               นักฟุตบอลที่จัดว่าเป็นระดับตำนานยังมีลมหายใจ หมายเลข9 คงไม่มีใครจะลืมเขาได้ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ถึงแม้ปัจจุบันจะผันตัวเองไปเป็นผู้บรรยายและจัดรายการกีฬาแต่ชื่อและลีลาการยิงประตูยังจดจำ ทว่าความฝันของการเป็นนักกีฬาได้ถูกสานต่อโดยลูกชาย “แตงโม พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน” ซึ่งได้เดินทางออกไปค้าแข้ง อยู่ต่างประเทศหลายปี แล้วจึงเดินทางมาประเทศไทย ก่อนจะเดินทางเข้าสู่วงการบันเทิงมาจนถึงปัจจุบัน

              แตงโม เป็นคนมีเสน่ห์อัธยาศัยดี หลายชั่วโมงบริเวณสตูดิโอ เจเอสแอล เราได้พูดคุยกันหลายเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเขา เริ่มชีวิตในวงการลูกหนังตามความฝันพ่อ

              “ย้อนไปก่อนหน้านั้นผมก็ได้มีโอกาสซ้อมอยู่กับทีมฟุตบอลที่อังกฤษอยู่หลายทีม ไม่ว่าจะเป็น มิดเดิลสโบรห์ (Middleborough), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City), โอลด์แฮม AFC (Oldham Athletic AFC)และดาร์ลิงตัน (Darlington) ในตอนนั้นผมก็รู้สึกว่าชื่นชอบการเล่นฟุตบอลมาก พอกลับมาเมืองไทยได้สักระยะก็มาเล่นให้กับสโมสรทหารอากาศ, อาร์แบค , บีอีซี เทโร,กรุงไทย แล้วก็ไปเล่นอาชีพที่สิงคโปร์อยู่ 1 ปี กับทีม กัมบะ ยูไนเต็ด ตรงนั้นก็ถือว่าทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี แต่สุดท้ายแล้วมันมีอาการบาดเจ็บเยอะ เจ็บที่เมืองไทยบ้าง เจ็บที่ต่างประเทศบ้าง ก็เลยรักษาตัวนานเกือบๆ 2 ปี”

              พักนานถึง 2 ปี ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เพอร์เฟคเหมือนกับฝัน ทายาทนักฟุตบอลผู้นี้ เลยคิดว่าหยุดไว้ก่อน ซึ่งการหยุดเล่นฟุตบอลเหมือนกับเป็นจุดหักเห ของชีวิตอีกครั้ง

              “ตอนแรกแรกไม่ได้ตั้งใจจะมารับงานบันเทิง แต่ช่วงนั้นก็เริ่มมีคนติดต่อเข้ามาว่าลองตรงนั้นไหม ลองตรงนี้ไหม ตัวเราเองก็อยู่ว่างๆ ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว เลยถือโอกาสนั้นเป็นการหาเงินเข้ากระเป๋า เมื่อก่อนเงินเดือนแปดพันนะครับนักฟุตบอลในเมืองไทย หลังจากนั้นก็เริ่มรับงานในวงการบันเทิงเรื่อยมา มีวันหนึ่งก็มีคนชวนให้กลับไปเล่นฟุตบอลอีกครั้งตอนผมอายุ 25 ปี ประมาณนั้น แต่ผมมองว่ามันช้าไปแล้วตามเพื่อนไม่ทันแล้ว ซึ่งในตอนนั้นวงการฟุตบอลในบ้านเราก็ถือว่ายังไม่ได้บูมขนาดนี้ด้วยซ้ำ ไหนๆ ก็เลือกทางนี้แล้ว ก็เลยมาทางนี้เอาซะเลย” หนุ่มเจ้าสำอางอัธยาศัยดีบอกกับเรา

              ส่วนงานชิ้นแรกในวงการบันเทิงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับแตงโม คือโฆษณาลูกผู้ชายตัวจริงก่อน จากนั้นก็เป็นเครื่องดื่มสีดำ ไล่มาจนถึงมิวสิควิดีโอหลายๆ ตัว ภาพยนตร์เรื่อง ฮะเก๋า ละครเรื่อง ส้มหวานน้ำตาลเปรี้ยว ต่อด้วยละครทางช่องเคเบิ้ล หลังจากนั้นได้สัก 2-3 ปี จากงานละคร ก็เริ่มจะไม่มีงานสักเท่าไหร่ และนั้นถึงเวลาที่เขาเริ่มหันมองตัวเองและเส้นทางอนาคตอีกครั้ง ซึ่งการกลับไปเป็นนักฟุตบอลอีกครั้งคง ไม่ใช่ที่อยู่ในความคิด เพราะว่าร่างกายคงไม่ฟิตเหมือนเดิมแน่นอน รวมถึงอาการบาดเจ็บก็ยังไม่หายขาด มีสิ่งเดียวที่ทำได้คือนำความชอบเรื่องฟุตบอลมาถ่ายทอดให้คน ที่สนใจได้ชมและฟัง

               “พองานแสดงน้อยลง เราก็เริ่มถามตัวเองแล้วว่าจะเอายังไงต่อ จะกลับไปเป็นนักบอลไหม แต่ก็คิดว่าไม่เอาอีกแล้ว ถามว่าอยากเล่นไหมอยากครับ ผมคิดในแง่บวก ตัวเราชอบฟุตบอลชอบกีฬา เล่นไม่ได้ไม่เป็นไร เราสนับสนุนได้ ผมเลยมาเป็นนักข่าว ซึ่งโชคดีได้รับโอกาสจาก คุณชาลอต โทณวณิก ตอนนั้นพ่อผมจะต้องไปคุยงานแต่บังเอิญวันนั้นผมติดไปด้วย คุณ ชาลอต ก็เลยถามผมว่านี่ใคร พามาด้วยทำไมได้นัด ผมก็ตกใจเลย ผมบอกว่าผมเป็นลูกชาย อ้าว! เขาก็เลยตกใจมีลูกโตขนาดนี้แล้ว ถ้างั้นชอบอ่านข่าวกีฬาไหม คุณชาลอตถามสั้นๆ ทีนี้ก็เข้าทางปืนเลยเราก็เลยไปอ่านยาวจนมีทุกงานมาถึงทุกวันนี้”

               และนั้นคืออีกหนึ่งความดีใจที่ “แตง” บอกกับเราเพราะว่ายังนำกีฬาที่ชอบมาเป็นเครื่องมือทำมาหากินได้ นอกจากงานดังกล่าวก็ยังมีงานอื่นตามมาอีกเยอะเช่นกัน หนุ่มมาดสุขุมคนเดิมเล่าให้ฟังต่อถึงงานวงการบันเทิง

               “บางปีโทรทัศน์เยอะ บางปีวิทยุเยอะ บางปีอีเว้นเยอะ ผมก็เดาตัวผมเองไม่ถูกเหมือนกัน บางปีรายการโทรทัศน์หลากหลายมากๆ อะไรทำนองนี้ สูงสุดผมยังไม่อยากเชื่อตัวเองเลย 12 รายการต่อเดือน ผมเคยฝันไว้ว่าอยากจะเป็นอย่าง น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ที่มีรายการทั้งหมด 17 รายการต่อเดือน เฮ้ย..ทำได้ยังไง แต่ผมก็พยายามก้าวไปเรื่อยๆ แค่เกิน 10 รายการ ผมก็แฮปปี้แล้ว ผมจัดตารางเวลา ทุกงานรับได้หมดแต่คุณต้องอย่าลืมมีเวลาให้กับการออกกำลังกาย ปัจจุบันตอนนี้ก็มีอ่านข่าวเช้า รายการแฉแต่เช้า ช่อง GMM25 รายการครอบครัวลูกหนัง ช่อง ONE ซึ่งเป็นพิธีกรร่วมกับคุณพ่อซึ่งเป็นรายการที่ชอบมาก อยากทำรายการกับคุณพ่อเพิ่มถ้ามีโอกาส เพราะผมเชื่อว่าไม่มีใครนำเสนอในรูปแบบของการเป็นพ่อกับลูกได้แบบผมกับพ่อ รายการบิ๊กไบค์ทั่วไทย ช่อง 5 และก็มีรายการเจาะสนาม @ Midnight ของช่อง 7 สำหรับตอนนี้ก็ถือว่าทำรายการไม่เยอะนะ เมื่อก่อนผมเคยชินกับการทำงานหนักมากกว่านี้อีก ตอนนี้ก็ถือว่าสบายๆ มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น”




               ทำงานหนักมาตลอดทั้งปี ของขวัญที่มอบให้ตัวเองย่อมเป็นสิ่งมีค่า สำหรับคนอื่นอาจเป็นนาฬิกา หรือเสื้อผ้าแบรนด์เนม แต่สำหรับพงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน เลือกจะซื้อรถสักคันพร้อมชุดแต่งรอบคัน และนั้นก็เป็นสิ่งที่อยู่กับชีวิตการทำงานทุกวันเช่นกัน

               “ผมเป็นคนที่ทำงานเหนื่อยมาก็ต้องตอบแทนตัวเอง แต่จะไม่ตอบแทนไปกับอะไรที่ฟุ่มเฟือยเกินเหตุ เว้นอย่างเดียวก็คือเรื่องรถ ผมว่าผู้ชายก็คงต้องคู่กับรถถูกไหมครับ เสื้อผ้าหน้าผมถ้ามันดูไม่ดีแล้ว เราก็ไม่อยากใช้ บ้านเราก็ไม่อยากออก เราทำงานหาเงินมาได้จะรอจนเราตายเก็บเงินไว้ในธนาคารอย่างเดียวแล้วให้คนอื่นมาใช้เงินเรามันก็ไม่ใช่ เงินเก็บมี เงินให้ที่บ้านมี เงินทำทุกอย่างมี ซึ่งถ้ามันมีเหลือมาก็อยากจะซื้อ

               คันนี้คือ Mercedes-Benz E200 Coupe’ ชุดแต่ง AMG Full Option ราคารถเกือบ 4 ล้านบาท แต่เพิ่มอีก 1 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยหมดเงินไปมากมายขนาดนี้เพื่อซื้อชุดแต่งแท้เลยเพราะมันเจ็บมาก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว คือรู้ว่าของแท้มันดีแต่บางทีมันก็แพงเกินไป ไม่จำเป็น ย้อนกลับไปรถคันแรกของผมคือ Nissan Teana รุ่นแรก ที่ซื้อต่อจากเพื่อนของคุณแม่มาอีกทีด้วยเงินตัวเอง บอกเลยว่าขับดีนิ่มมาก ต้นช้าแต่ปลายเร็ว ถ้ามีแบบนั้นอีกผมก็อยากได้นะ ตอนนั้นแต่งแค่สเกิร์ต แล้วทำท่อ แต่งอะไรธรรมดาตามงบประมาณของเด็กนักเรียนที่เพิ่งกลับมาจากสิงคโปร์ ถัดมาก็เปลี่ยนเป็น Volkswagen Sirocco ซึ่งก็ซื้อเองอีกคันนี้ ซึ่ง Sirocco เป็นรถที่ทางเยอรมันยกให้เป็นรถยอดเยี่ยมที่สุดของโลกในปี 2010 ตอนนั้นผมใช้ชุดของแต่ง Oettinger แต่งเต็ม เปลี่ยนไฟหน้า เปลี่ยนไปหนึ่งแสน ยอม เพราะตอนนั้นไฟหน้าเราไม่ LED ยอมไม่ได้ไฟส้มไม่เท่ ก็โดนไป 1 แสนจริงๆ ไม่ถึงหรอก ว่ากันง่ายๆ คือโดนหลอก หลังจากนั้นก็ใช้ไปได้สักพัก เริ่มรู้สึกว่ามันเล็กไปละ อยากหรูขึ้น บวกกับพอเริ่มมีเงินเก็บบ้าง ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็น Mercedes-Benz E200 Coupe’ จัดเต็มชุดแต่งรอบคันเช่นกันครับ เพราะผมชอบและเชื่อว่ารถอยู่กับเราทุกวันเราก็อยากขับรถที่มันสวยๆครับ”

               แน่นอนว่าการก้าวเข้ามาทำงานด้านนี้เต็มตัวนอกจากตัวเราเอง แล้วส่วนคุณพ่อและคุณแม่คือคนสำคัญเป็นแรงผลักดัน แตงโม เองทุกครั้งเมื่อมีปัญหายังต้องคอยปรึกษาบุคคลทั้งสองเช่นกัน

               “จริงๆ คุณพ่อกับคุณแม่จะแนะนำและให้คำปรึกษาในทุกๆ เรื่องคล้ายๆ กัน แต่มีประโยคหนึ่งจากคุณพ่อที่ผมมักจะใช้เตือนตัวเองเสมอเลยก็คือ อย่าดังแล้วเหลิง ทำอะไรก็ตามประสบการณ์ สำคัญที่สุด แน่นอนว่าทุกคนเป็น ผมไม่เชื่อว่าใครดังแล้วไม่เหลิง บางคนอาจจะเป็นเดือนเดียว บางคนอาจจะเป็นสองเดือน บางคนอาจจะเป็นวันเดียว เราไม่รู้ตัวหรอก มันบอกไม่ได้ว่าเหลิงคืออะไร แต่พอมองย้อนกลับไปผมรู้สึกได้ว่ามีช่วงหนึ่งที่ผมคิดว่าตัวเองทำงานเยอะเราเจ๋งว่ะ พอเป็นอย่างนั้นได้สักระยะงานก็เริ่มน้อยลงๆ อ๋อมันเป็นเพราะอย่างนี้ ผมก็เลยท่องจำ “อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าอายทำกิน อย่าคอยวาสนา” เพราะฉะนั้นทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ที่ทำไหว ”

               สุดท้ายก่อนจบการสนทนา แตงโม พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน ทายาทอมตะลูกหนังเมืองไทย ได้ฝากผลงานผ่านทางนิตยสารออโตวิชั่นแอนด์ทราเวล ว่า “อยากจะฝากติดตามผลงานของผมในเรื่องของงานพิธีกร ทั้งในเรื่องของงานพิธีกรบันเทิง พิธีกรข่าวกีฬา ผมก็จะทำหน้าที่ของผมให้เต็มที่ อาจจะไม่ใช่คนที่ตลกที่สุด แต่ก็เป็นคนที่อารมณ์ดีคนหนึ่งแล้วกัน อยากจะให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้กับผมเพื่อที่ผมจะทำทุกงานให้เต็มสุดความสามารถ”

                    



    Toyota

     
      
    view